ลุ้นยืน 1,700 และเงินทุนไหลเข้า
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2561 เวลา 08:08 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทย ยังคงเคลื่อนไหวผันผวน โดยดัชนีมาปิดตลาดที่ระดับที่ 1,712.09 จุด เพิ่มขึ้น 0.6% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มขึ้น 3.1% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 54,744.98 ล้านบาท

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 444.57จุด เพิ่มขึ้น 1.7% จากสัปดาห์ก่อน

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้วยแรงหนุนจากแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ประกอบกับในช่วงปลายสัปดาห์ มีแรงหนุนเพิ่มเติมในหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันโลกกลับมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างสัปดาห์  ดัชนีลดลงในช่วงสั้นๆ ท่ามกลางแรงกดดันจากความกังวลต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 6-10 ส.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่1,700 และ 1,685 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,720 และ 1,735 จุด ตามลำดับ

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน 

 

ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ก.ค. ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ก.ค.ของจีน ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2/2561 ของญี่ปุ่น และดัชนีราคาที่อยู่อาศัยของอังกฤษ

 

ทั้งนี้ ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติ กลับมาซื้อสุทธิ 9,200 ล้านบาท แต่ยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับการขายสุทธิตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันที่ 190,000 ล้านบาท

 

โดยในระยะใกล้ๆ นี้ ยังไม่เห็นแนวโน้มกับการไหลกลับมาของเงินทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง จากผลของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยที่ยังต่ำกว่าของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นอกจากนั้น อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังมีโอกาสที่จะขึ้นสองครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้  ขณะที่ บล.เอเซียพลัส มองว่า ดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีโอกาสขึ้นไม่เกินหนึ่งครั้ง

 

ดังนั้น คงต้องลุ้นต่อไปว่าดัชนีจะยืนที่ 1,700 จุดที่แท้จริงได้หรือไม่ หากยังไม่มีการเข้ามาลงทุนต่อเน่องอย่างมีเสถียรภาพของทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย ขณะที่ประเด็นสงครามการค้ายังเข้ามากดดันการลงทุนต่อเนื่องเป็นระยะๆ ตามข่าวที่มาจากต่างประเทศ 

 

โดย ในช่วงที่ผ่านมา หลังดัชนีตลาดขึ้นไปจุดสูงสุดที่ 1,722 จุด ตลาดก็เผชิญแรงขายทำกำไรต่อเนื่อง มุมมองสัปดาห์นี้ บล.เอเซียพลัส ดัชนีจะแกว่งในกรอบ 1,690-1,720 จุด ระยะสั้นแนะเลี่ยงหุ้นกลุ่มส่งออก ขณะที่แนะให้ลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศหรือ ที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศที่ชัดเจนขึ้น 

 

ขณะที่ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) มองต่างมุมว่า ดัชนีหุ้นไทยโดยรวมดูดีขึ้น หลังกลับขึ้นมายืนเหนือ 1,700 จุด ได้อีกครั้ง โดยนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อหุ้นไทย นับว่าเป็นการซื้อที่โดดเด่นที่สุดในรอบปี โดย 4 วันทำการที่ผ่านมา ซื้อสุทธิเกือบ 4,000 ล้านบาท ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับที่ขายออกไปในปีนี้ก็ตาม

 

แรงซื้อจากการเก็งกำไรงบไตรมาส 2 ของบริษัทในตลาด คาดว่าส่งโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่องไปอีกระยะ แต่ด้วยเป็นโค้งสุดท้ายของการประกาศงบ จึงไม่น่าจะโดดเด่นเท่าสัปดาห์นี้

 

แนวโน้มดัชนีวันที่ 6-10 ส.ค.แนวโน้ม Sideway หลังบวกต่อเนื่องมา 5 สัปดาห์ติดต่อกัน ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติที่กลับมาซื้ออีกครั้งยังต้องติดตามความต่อเนื่องว่าจะเป็นไปในทิศทางใด หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่า จากที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้

 

ขณะที่ ประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การประมูลคลื่น 900 MHz ที่จะเปิดรับซองประมูลในสัปดาห์นี้ และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

 

ด้านตลาดการเงิน ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเงินบาทแข็งค่าช่วงสั้นๆในช่วง ต้นสัปดาห์ตามสถานะซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม เงินบาททยอยอ่อนค่ากลับมาในช่วงที่เหลือของสัปดาห์สอดคล้องกับเงินหยวนและเงินในภูมิภาค สวนทางกับเงินดอลลาร์ฯ ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังแถลงการณ์หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)หนุนโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบหน้าเดือน ก.ย. 

 

นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ที่ออกมาดีกว่าที่

 

ตลาดคาด ก็ช่วยหนุนการฟื้นตัวของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน โดยปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 33.29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า (26 ก.ค.)

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 6-10 ส.ค.ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.10-33.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศ น่าจะอยู่ที่ผลการประชุมนโยบายการเงินของไทย

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ในระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ เครื่องชี้เงินเฟ้อที่สะท้อนจากดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ก.ค. นอกจากนี้ ตลาดอาจมีจุดสนใจเพิ่มเติมที่ประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทิศทางความเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวน ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ค. ของจีนด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY มองว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ และสงครามทางการค้า โดยคาดว่า สัปดาห์วันที่ 6-10 ส.ค.คาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30- 33.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

สำหรับข่าวคราวในช่วงสุดสัปดาห์ที่่ผ่านมา สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป

 

โดย รมว.ต่างประเทศจีน ออกมายืนยันว่า มาตรการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ  6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและชอบด้วยกฎหมาย

 

นายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน เปิดเผยว่า การที่จีนเตรียมเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นสิ่งที่จำเป็นและชอบด้วยกฎหมาย โดยรมว.ต่างประเทศจีน ได้มีถ้อยแถลงดังกล่าวนอกรอบการประชุมสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่สิงคโปร์ ซึ่งมีนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ รวมอยู่ด้วย

 

นอกจากนี้ ถ้อยแถลงของรมว.ต่างประเทศจี ยังสอดคล้อง ถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวว่า การที่จีนเตรียมเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผล และมีการยับยั้งชั่งใจ หลังจากที่มีการพิจารณาอย่างระมัดระวัง

 

“มาตรการดังกล่าวได้ผ่านการประเมินปัจจัยต่างๆ ซึ่งรวมถึง ความเป็นอยู่ของประชาชน ความสามารถในการรับผลกระทบของภาคเอกชน และการรักษาไว้ซึ่งห่วงโซ่อุตสาหกรรมในระดับโลก”

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ของจีนประกาศว่า จีนจะเรียกเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยคิดอัตราภาษี 25%, 20%, 10% และ 5% ต่อสินค้า 5,207 รายการของสหรัฐ โดยจีนจะดำเนินการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว หากสหรัฐเดินหน้าจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์

 

โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทางฝั่งจีนมีขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งการให้นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) พิจารณาปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสู่ระดับ 25% จากเดิมในอัตรา 10% คิดเป็นวงเงินรวม 2 แสนล้านดอลลาร์ โดยครอบคลุมสินค้าจำนวน 6,031 รายการ ตั้งแต่สินค้าเพื่อผู้บริโภคไปจนถึงสินค้าด้านการเกษตร หลังจากสหรัฐและจีนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาททางการค้า 

 

โดยมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ย.

 

ขณะเดียวกัน ในเวลาที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนตอบโต้กันด้วยมาตรการกีดกันทางการ ตลาดทุนและตลาดเงินโลกแสดงอาการปั่นป่วนอย่างต่อเนื่อง

 

โดยผลจากปัจจัยสงครามทางการค้า ทำให้ตลาดหุ้นจีนดิ่งลงต่อเนื่อง และเสียตำแหน่งตลาดหุ้นเบอร์ 2 ของโลกให้แก่ญี่ปุ่นไปแล้ว

 

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์สรายงานว่า ตลาดหุ้นจีนได้สูญเสียสถานะการเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกให้แก่ตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

 

โดยการเปลี่ยนแปลงอันดับดังกล่าวเกิดขึ้น ท่ามกลางการดิ่งลงของตลาดหุ้นเอเชียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งการให้นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) พิจารณาปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสู่ระดับ 25% จากเดิมในอัตรา 10% คิดเป็นวงเงินรวม 2 แสนล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นจีนมีมูลค่าตลาดรวม 6.09 ล้านล้านดอลลาร์ ณ เวลาปิดตลาด เมื่อเทียบกับ 6.16 ล้านล้านดอลลาร์ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น

 

ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นจีนมีมูลค่าตลาดแซงหน้าตลาดหุ้นญี่ปุ่นในเดือนพ.ย.2557 จนกลายเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งยังคงเป็นตลาดหุ้นใหญ่ที่สุดของโลก มีมูลค่าตลาดรวม 31 ล้านล้านดอลลาร์ ณ เวลาปิดตลาดวานนี้

 

หลุดจากสงครามการค้า มีอีกเรื่องที่คาราคาซังมาต่อเนื่อง คือ การออกจากสหภาพยุโรป ของอังกฤษ หรือ Brexit ซึ่ง รมว.การค้าระหว่างประเทศอังกฤษ กล่าวว่า มีโอกาสสูงที่การ Brexit ครั้งนี้ของอังกฤษ จะตกลงกับยุโรปไม่ได้

 

นายเลียม ฟ็อกซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของอังกฤษ เผยโอกาสที่จะไม่มีการทำข้อตกลงเกิดขึ้นเมื่ออังกฤษถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (Brexit) นั้น มีโอกาสสูงขึ้น เนื่องจากท่าทีไม่ต้องการจะประนีประนอมของคณะกรรมาธิการยุโรป

 

นายฟ็อกซ์ กล่าวว่า โอกาสที่จะประสบความล้มเหลวในการทำข้อตกลงนั้นอยู่ที่ 60 ถึง 40 โดยหัวหน้าผู้แทนการเจรจาต่อรองของยุโรปนั้น ไม่ได้ให้ความสนใจกับข้อเสนอของอังกฤษ เพียงเพราะยังไม่มีการทำข้อตกลงในรูปแบบดังกล่าวมาก่อน

 

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีอังกฤษยังคงมั่นใจว่า จะสามารถทำข้อตกลงที่ดีได้ นายฟ็อกซ์ กล่าวว่า สหภาพยุโรปจำเป็นต้องตัดสินใจแล้วว่า จะดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดด้านเศรษฐกิจกับประชาชน หรือจะเดินหน้าตามแนวทางที่ถูกกำหนดโดยเหตุผลของเรื่องกฎเกณฑ์