เชื่อหรือไม่! เลือกตั้งฟื้นเศรษฐกิจ
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 08:05 น.

 

หลังจากที่มีประกาศปลดล็อกทางการเมือง และมีโรดแมปที่ชัดเจนเป็นทางการ ในช่วงต้นเดือน ก.ย.61 ที่ผ่านมา  บรรยากาศของการเมืองไทยคึกคักเพิ่มขึ้นทุกทีๆ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป ของประเทศไทยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ.ปีหน้า

 

จนถึงขณะนี้ มีหลายพรรคการเมือง จากหลากหลายฐานการเมือง และฐานทางธุรกิจ เปิดตัวเผยโฉมให้เห็นหน้าคาตากันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละพรรคล้วนมี “จุดยืน” และ “จุดมุ่งหมายทางการเมือง” ที่แตกต่างกันไป

 

และตั้งแต่ เริ่มมีกระบวนการ “ปลดล็อก” ทางการเมืองเพิ่มขึ้นๆ หลายฝ่ายมีความหวังว่า “การเมืองที่เข้ารูปเข้ารอย” มากขึ้นของประเทศไทย จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศไทยมากขึ้น

 

ซึ่งในช่วงสัปดาห์แรกของการ “ปลดล็อก” ดูเหมือนว่า เสียงตอบรับจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการไหลเข้าเพิ่มขึ้นของเงินทุนระยะสั้นจากต่างชาติ 

 

แต่อย่างไรก็ตาม “ความเชื่อมั่น” ที่เกิดขึ้น มาในระยะสั้นๆ ก่อนที่ จะกลายจางหายไป

 

“ทีมเศรษฐกิจ ไอเอ็มเอส” จะมาลองเช็ค “มุมมองทางเศรษฐกิจ” ที่น่าสนใจที่มีต่อ “การเลือกตั้ง” ของไทยที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า 

 

เริ่มจากการสำรวจหรือโพลล์ ซึ่ง “ซูเปอร์โพล” พบว่า คนไทยส่วนใหญ๋หนุนคลายล็อคพรรคการเมือง โดยจากการสำรวจ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้รับความเห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 85.1% เห็นด้วยกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แก้ไขคำสั่งเดิมเพื่อคลายล็อคให้พรรคการเมืองเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น 

 

ขณะที่ มีประชาชนอีกส่วนหนึ่ง แต่ไม่มาก 14.9% ไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว

 

โดยประชาชนส่วนใหญ่ 76.2% ระบุถึงการเตรียมพร้อมเลือกตั้งว่าควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ 23.8% ระบุควรเร่งรีบจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ประชาชนส่วนใหญ่กังวล คือ ประชาชน 67.4% ยังคงกังวลต่อความขัดแย้งรุนแรงบานปลายช่วงเลือกตั้ง

 

โดยประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.5 ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะได้นักการเมืองที่ดีหลังเลือกตั้ง ในขณะที่ ร้อยละ 38.5 เชื่อมั่น

 

ขณะที่ ลักษณะของนักการเมืองที่ดีที่อยากเลือกมาเป็นรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.6 ระบุ ลงพื้นที่เข้าถึงประชาชน ช่วยเหลือชาวบ้าน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.5 ระบุ เชื่อมั่นในประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม ปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ รักษาความสงบสุขของบ้านเมือง 

 

ร้อยละ 70.2 ระบุ ซื่อสัตย์ ไม่โกง ประวัติดีไม่ด่างพร้อย ไม่ซ้ำรอยเดิม ร้อยละ 68.9 ระบุ อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว ปกป้องผลประโยชน์ชาติ ทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความสุข

 

นอกจากนี้ ร้อยละ 64.2 ระบุ มีความรู้ความสามารถ ทำได้จริง พูดจริงทำจริง ไม่ใช่เก่งแต่พูด ร้อยละ 58.3 ระบุ ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจาก นานาประเทศทั่วโลก ทำการค้าระหว่างประเทศได้ดี และร้อยละ 21.3 ระบุ อื่น ๆ ได้แก่ มีการศึกษาดี วิสัยทัศน์ดีมีความเป็นผู้นำ และมีฐานะการเงินดี เป็นต้น

 

ขณะที่เมื่อมองจากมุมมองทางเศรษฐกิจ ของสำนักวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจ พบว่า “การเลือกตั้ง”ของไทยในอนาคตอันใกล้นี้ เป็นทั้งปัจจัยบวก และขณะเดียวกันก็เป็น “ปัจจัยเสี่ยง”

 

และในการประเมินเศรษฐกิจแทบทุกสถาบัน ยังคงใช้คำว่า “ถ้ามีการเลือกตั้ง” ในวันที่ 24 ก.พ.ปีหน้า

 

โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีความเห็นต่อการเลือกตั้งว่า “ในส่วนของปัจจัยที่ต้องติดตามในการประมาณการเศรษฐกิจในช่วงต่อไป คงต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เพราะแม้จะมีวันเลือกตั้งที่ชัดเจนแล้ว แต่ต้องดูว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกมากน้อยแค่ไหน และจะเป็นอย่างไร

 

แต่อย่างไรก็ดี เชื่อว่าช่วงใกล้เลือกตั้งจะมีเงินสะพัดต่อการเลือกตั้ง 30,000-40,000 ล้านบาท เป็นการสร้างความเชื่อมั่นทั้งคนในประเทศและต่างประเทศจะดึงการลงทุนด้านต่าง ๆ กลับมาดีขึ้นได้

 

เช่นเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มองว่า ปัจจัยการเมืองและการเลือกตั้ง ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยหนึ่งที่ต้องติดตาม เพราะถึงแม้ว่า การเมืองจะมีความชัดเจนที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งมากขึ้น แต่จะต้องมองความผันผวนต่างๆที่จะเกิดขึ้นระหว่าง และก่อนการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน ขณะเดียวกันจะต้องพิจารณาความต่อเนื่องของการลงทุนโครงการรัฐ และความต่อเนื่องของนโยบายด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่ ในฝั่งตลาดการเงิน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า หากมีการเลือกตั้งทั่วไป และการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธปท.ตามคาดช่วงไตรมาส 1 ปี 62 เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จากการกลับเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มที่ขยายตัวอย่างสมดุลมากขึ้น รวมไปถึงฤดูการท่องเที่ยวในช่วงต้นปีที่จะทำให้มีเงินเข้ามาจากภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น

 

ส่วนด้านตลาดหุ้น ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ มองว่านักลงทุนต่างประเทศน่าจะเริ่มกลับมามีสถานะซื้อสุทธิได้ในช่วงเดือน ก.ย.และต.ค.นี้ และต่อเนื่องไปในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 เพราะคาดว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนก.พ. 2562 

 

บล.ทิสโก้ คาดว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิราว 100.000 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนก่อนถึงวันเลือกตั้งเดือนก.พ.62 เพราะหากเกิดการเลือกตั้งจริง จะช่วยปลดล็อกการลงทุนของบางกองทุน นอกจากนั้น ที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยมามากแล้ว โดยตั้งแต่เดือนม.ค.ถึงเดือนส.ค.61 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปรวมแล้วกว่า 190,000ล้านบาท

 

นอกจากนี้ หากกลับไปดูสถิติในช่วง 26 ปีย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันพบว่า ประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั้งหมด 9 ครั้ง และมีโอกาส 70% ที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทย 

 

นอกจากนี้ จากสถิติยังพบว่า หากจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุดนักลงทุนจะต้องทยอยสะสมหุ้นล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งอย่างน้อย 6 เดือน

 

ส่งท้าย ด้วยความเห็นของนักวิชาการ “อนุสรณ์ ธรรมใจ” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ออกมาให้ความเห็นต่อการเลือกตั้งเป็นรายแรกๆ

 

โดยมองว่า ความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งส่งผลบวกต่อภาคการลงทุนและเศรษฐกิจ หากมีการเลือกตั้งภายในเดือน ก.พ.62 จะมีค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งและกิจกรรมทางการเมืองช่วยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยจะเงินสะพัดตั้งแต่ไตรมาสสี่ต่อเนื่องไปยังต้นปีหน้าไม่ต่ำกว่า 50,000-65,000 ล้านบาท 

 

แต่ขณะเดียวกัน หากการเลือกตั้งเลื่อนออกไปมากเท่าไหร่จากเดือน ก.พ.ไปเดือน พ.ค.ย่อมทำให้ข้าราชการจำนวนหนึ่งเกียร์ว่างและรอดูความชัดเจนว่า พรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้ง ใครจะมาเป็นรัฐบาลและบริหารกระทรวงใดบ้าง อาจทำให้งบลงทุนมีการเบิกจ่ายลดลง

 

โดยระบบการเลือกตั้งและการจัดการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานสากลจะมีผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่การเลือกตั้งที่เป็นเพียงพิธีกรรมย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ภาคการลงทุนในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ระบบนิติรัฐและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการลงทุนและการตัดสินใจ ยิ่งเลือกตั้งเร็วเท่าไหร่ และสามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างโปร่งใส เป็นธรรมและน่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ จะยิ่งลดความเสี่ยงในการจะเกิดวิกฤตการณ์การเมืองรอบใหม่มากเท่านั้น และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

 

นอกจากนั้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งที่ไม่เสรีไม่เป็นธรรมหรือการสืบทอดอำนาจโดยไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย ส่งผลในเชิงลบต่อเศรษฐกิจมหภาค ทั้งในระยะสั้น โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน และต่อศักยภาพการเจริญเติบโตระยะยาว