ลุ้นต่อได้ : ผลประกอบการดี
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2561 เวลา 07:37 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาเขียวได้บ้าง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีทะยานขึ้นต่อเนื่อง ในช่วงกลางสัปดาห์ และมาปิดตลาดสุดสัปดาห์ที่ระดับที่ 1,671.06 จุด เพิ่มขึ้น 1.68% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อายเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มขึ้น 7.15% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 48,176.17 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 431.45 จุด เพิ่มขึ้น 0.48% จากสัปดาห์ก่อน

 

ต้นสัปดาห์ ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่ลดลง และความกังวลต่อจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)  อย่างไรก็ดี ดัชนีได้กลับมาทะยานขึ้น ตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายสัปดาห์ 

 

ด้วยแรงหนุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังการประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2561 ออกมาดีกว่าที่คาด ประกอบกับราคาน้ำมันโลกก็กลับมาฟื้นตัวขึ้น

 

ขณะที่ สัปดาห์วันที่ 23-26 ก.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด วิเคราะห์สถานการณ์ดัชนีหุ้นไทยว่า มีแนวรับที่1,660 จุด และ 1,645 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,680 และ 1,700 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2561 ของบริษัทจดทะเบียนไทย

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 2/2561 ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนมิ.ย. 

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป ตลอดจนดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) ของสหรัฐฯ และยูโรโซนเดือนก.ค.

 

ขณะที่ บล.ทิสโก้ มองตลาดหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 23-26 ก.ค. ว่า ยังสามารถแกว่งตัวขึ้นได้ต่อ หลังสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นจากผลประกอบการหุ้นกลุ่มแบงก์ไตรมาส 2 ที่ออกมาภาพรวมดีกว่าที่คาด ทำให้ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,650 จุดได้อีกครั้ง 

 

โดยมองแนวต้านไว้ที่ 1,685 จุด  ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,645จุด

 

ทั้งนี้ จากผลประกอบการกลุ่มแบงก์ออกมาดีกว่าคาด และแรงขายของต่างชาติที่เริ่มเบาบางลง ทำให้ตลาดกลับมาซื้อขายเหนือ 1,650จุด ทิวโก้มองว่า จุดนี้เป็นสัญญานบวก และเป็นโอกาสที่จะกลับเข้ามาเก็งกำไรหุ้น ที่ผลประกอบการออกมาดี

             

สำหรับ บล.โนมูระ พัฒนสิน  มองทิศทางเดียวกันว่า หุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น โดยมีความมั่นใจของนักลงทุนเป็นแรงหนุน หลังจากเห็นผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 2 ดีขึ้น โดยหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ผลงานออกมาดีกว่าคาดไช่วยหนุนตลาดให้ไปต่อได้ 

 

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ที่จะทยอยออกมา โดยให้แนวต้านไว้ที่ 1,696-1,711 จุด ส่วนแนวรับ 1,650 จุด

 

ด้านตลาดการเงิน ค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 9 เดือน ที่ 33.52 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ส่งผลกดดันต่อค่าเงินหยวนและสกุลเงินในเอเชียท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน  ประกอบกับเงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนในระหว่างสัปดาห์ จากถ้อยแถลงของ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดต่อสภาคองเกรส 

 

ซึ่งยังคงส่งสัญญาณทยอยคุมเข้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับสถานะขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ

 

อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนหลังการอ่อนค่าของเงินหยวนชะลอลงก่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

 

ทั้งนี้ ค่าเงินบาท ปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 20 ก.ค.ที่ระดับ 33.41 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงต่อเนื่องจากระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (13 ก.ค.)

 

สำหรับสัปดาห์ วันที่ 23-26  ก.ค.ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.20-33.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่ประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สถานการณ์ค่าเงินหยวน และผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป 

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ในระหว่างสัปดาห์ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดขายบ้านมือสอง ยอดสั่ง ซื้อสินค้าคงทนเดือน มิ.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2561 ดัชนีความเชื่อมั่นผูบ้ ริโภค และตัวเลข PMI เบื้องต้นเดือนก.ค.

 

สำหรับข่าวที่่น่าสนใจในช่วงสุดสัปดาห์  ในช่วงที่เศรษฐกิจบางประเทศฟื้นตัว ก็มีบางประเทศที่กำลังประสบวิกฤต เช่น อาร์เจนตินา

 

โดยในช่วงไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีเมาริซิโอ มาครี ของอาร์เจนตินา ได้ขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน และวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ  IMF ในช่วงที่เงินเปโซอ่อนค่าลงอย่างหนัก โดย IMF ได้อนุมัติเงินกู้ในวงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ล่าสุด มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาประเทศ โดยนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า อาร์เจนตินามีความคืบหน้าในการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น ว่า การดำเนินการของอาร์เจนตินาว่า "เห็นผลอย่างชัดเจน" พร้อมแสดงความมั่นใจว่า อาร์เจนตินาจะสามารถลดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในเป้าหมายที่ 2.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2561 และ 1.3% ในปี 2562 รวมถึงสร้างสมดุลให้กับบัญชีการคลังได้ตามที่กำหนดไว้ภายในปี 2563

 

ขณะที่อีกปัญหาของเศรษฐกิจโลกที่สำคัญมากตอนนี้ คือ ผลกระทบจากสงครามการค้า โโยที่ประชุมรมว.คลัง ของกลุ่มประเทศ G20 ได้แสดงความกังวลถึงข้อพิพาทการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศ G20 ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศที่มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก 20 ประเทศ ซึ่งประชุมกันในช่วงสุดสัปดาห์ ที่อาร์เจนติน่า ได้แสดงความวิตกกังวลถึงความขัดแย้งทางการค้าที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

ทั้งนี้ สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลญี่ปุ่นว่า ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ได้แสดงความวิตกกังวลถึงความขัดแย้งทางการค้า ขณะที่นายทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นก็ได้วิพากษ์วิจารณ์มาตรการปรับขึ้นภาษีครั้งใหม่ของสหรัฐในที่ประชุมด้วย

 

(กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 ประกอบด้วย อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล สหราชอาณาจักร แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ตุรกี สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป)

 

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความ กล่าวหาว่า จีนและสหภาพยุโรปกำลังปั่นค่าเงินเพื่อสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

 

"จีนและสหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆ ได้ทำการปั่นค่าเงิน และปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่สหรัฐกำลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และดอลลาร์กำลังแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆในแต่ละวัน ทำให้สหรัฐสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม" ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ

 

นอกจากนี้ ประธาธิบดีทรัมป์ ยังทวีตข้อความวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่พอใจต่อนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง

 

"สหรัฐไม่ควรถูกทำโทษเพราะเศรษฐกิจกำลังไปได้ดี การขึ้นดอกเบี้ยในขณะนี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เราได้ทำ สหรัฐควรได้รับโอกาสในการรับสิ่งที่สูญเสียไปจากการที่ประเทศอื่นปั่นค่าเงิน และทำข้อตกลงที่เอาเปรียบสหรัฐ" ข้อความในทวีตเตอร์ระบุ

 

นอกจากนั้น หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรส ซึ่งได้ส่งสัญญาณเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้

 

ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวแสดงความรู้สึกโดยการสัมภาษณ์สื่อว่า "ผมไม่รู้สึกยินดีต่อการทำงานของเฟด เพราะทุกครั้งที่เศรษฐกิจปรับตัวขึ้น พวกเขาก็ต้องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก ซึ่งผมไม่ค่อยสบายใจต่อเรื่องนี้ แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ปล่อยให้พวกเขาทำในสิ่งที่พวกเขามองว่าดีที่สุด แต่ผมไม่ชอบงานของพวกเขาซึ่งได้กระทบต่อสิ่งที่เราทำ"

 

ส่งท้ายด้วย ปัญหาในตลาดเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนของบ้านพี่เมืองน้องของเรา โดยแบงก์ชาติลาว กำลังเผชิญศึกหนัก ในการรักษาเสถียภาพของค่าเงินกีบ

 

หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ รายงานว่า ธนาคารแห่งสปป.ลาว กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินกีบเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตลาดได้เริ่มมองข้ามการใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงของทางการลาว

 

โดยขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนของบริษัทแลกเปลี่ยนค่าเงินหลายๆรายในกรุงเวียงจันทน์ แลกเปลี่ยนกันอยู่ที่ดอลลาร์ละประมาณ 8,700 กีบ ซึ่งสูงกว่าอัตราอ้างอิงที่แบงก์ชาติได้กำหนดไว้ที่ดอลลาร์ละ 8,423 กีบอย่างมีนัยสำคัญ

 

ช่วงที่ผ่านมา เงินกีบได้อ่อนค่าลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ แม้ทางแบงก์ชาติได้มีการกำหนดอัตราอ้างอิงเพื่อรักษาเสถียรภาพในการแลกเปลี่ยนค่าเงิน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า เงินกีบอาจจะต้องรับมือกับถูกเก็งกำไรอย่างหนักในช่วงต่อจากนี้