เงินทุนไหลออก-ผลประกอบการไตรมาส 3
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 08:03 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์นี้เปิดตลาดช้ากว่าเพื่อนบ้าน 1 วัน หลังจากวันหยุดยาวติดกัน 3 วัน 

 

เปิดตลาดวันอังคารที่ 15-19 ต.ค.  บล.กสิกรไทย มองว่าประเด็นที่นักลงทุนจะต้องติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/2561 ที่จะทยอยประกาศออกมา 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย. ดัชนีการผลิตของเฟดฟิลาเดลเฟียเดือนต.ค. ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) 

 

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2561 ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภคและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย. ของจีน รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. ของญี่ปุ่น

 

โดยดัชนีในสัปดาห์นี้ยังจะผันผวน ให้แนวรับไว้ที่ 1,670 จุดและ 1,650 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,710 และ 1,725 จุด

 

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ก่อนหน้า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตามปัจจัยความกังวลต่อเศรษฐกิจการเงิน และการค้าโลก ขณะที่ข่าวลือในเรื่องการยกเลิกลดหย่อนภาษีแอลทีเอฟ  กดดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯของไทย ปิดที่ระดับที่ 1,696.16 จุด ในวันศุกร์ที่ผ่านมาลดลง 1.42% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 1.87% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 56,312.69 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 3.06% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 435.62 จุด

 

ตลาดหุ้นไทยร่วงลงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้น และจากการปรับลดคาดการณ์จีดีพีโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  จากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ดี ดัชนีฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ ก่อนจะร่วงลงไปอีกครั้ง ตามทิศทางความผันผวนของตลาดหุ้นต่างประเทศ และแรงขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ

 

ขณะที่ตลาดเงิน ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสำหรับวันที่15-19 ต.ค.)นี้ที่ 32.50-32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวโน้มไปในทางแข็งค่า

 

โดยปัจจัยที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน รายงานนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด และบันทึกการประชุมเฟด (25-26 ก.ย.)

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ยอดค้าปลีก, ยอดขายบ้านมือสอง, ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือน ก.ย., ผลสำรวจกิจกรรมการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียล ดัชนีภาวะตลาดบ้านเดือนต.ค. รวมถึงข้อมูลยอดถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของต่างชาติเดือน ส.ค. 

 

นอกจากนี้ ตลาดในประเทศอาจจะติดตามผลประกอบการไตรมาส 3/2561 ของ บจ. และสัญญาณเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

 

โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทฟื้นตัวขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าลงในช่วงแรกตามทิศทางค่าเงินหยวน และสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ขณะที่ในช่วงดังกล่าว เงินดอลลาร์ฯ ยังได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด

 

แต่ต่อจากนั้น เงินบาทฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด อาทิ อัตราเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนี CPI และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

 

ขณะที่เงินหยวนที่กลับมาเคลื่อนไหวในกรอบที่มีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าในช่วงต้นสัปดาห์ ก็เป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินในภูมิภาคและเงินบาทด้วยเช่นกัน โดยในวันที่ 12 ต.ค. ศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (5 ต.ค.)

 

ขณะที่นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดสัปดาห์ที่ ผ่านมา ที่ระดับ32.76 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเกิดจากมีแรงซื้อดอลลาร์กลับ

 

ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับยูโร ปอนด์ และ เยน ซึ่งระหว่างวันค่าเงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 32.61 บาท/ดอลลาร์ และ อ่อนค่าสุดที่ระดับ 32.76 บาท/ดอลลาร์

 

สัปดาห์หน้า คาดตลาดยังมีความผันผวน มองค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-32.90 บาท/ดอลลาร์

 

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญในด้านการเงินสัปดาห์นี้ จะจับตาสหรัฐเผยรายงานรอบครึ่งปีเรื่องประเทศที่บิดเบือนค่าเงินในคืนวันที่ 15 ต.ค.นี้ รวมทั้งผลกระทบต่อค่าเงินทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่ติดอยู่ในลิสต์

 

สหรัฐเตรียมเปิดเผยรายงานรอบครึ่งปีว่าด้วยประเทศที่บิดเบือนค่าเงินในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากทำเนียบขาวที่มีต่อนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงคลังสหรัฐ ให้ประกาศว่าจีนเป็นประเทศปั่นค่าเงินในรายงานดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้วิพากษ์วิจารณ์จีนและยุโรปว่าทำการปั่นค่าเงิน และอ้างว่าการที่สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นนั้น ทำให้สหรัฐสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก แม้รายงานจากกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ไม่มีประเทศใดที่มีพฤติกรรมจัดอยู่ในกลุ่มที่จงใจปั่นค่าเงิน โดยจีนยังคงถูกขึ้นบัญชีในฐานะประเทศที่ "ถูกจับตามอง" ต่อพฤติกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับค่าเงิน และนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

 

ขณะที่จีนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนหยวนถูกกำหนดโดยกลไกตลาด และจีนไม่ได้ทำการปั่นค่าเงินหยวน พร้อมยืนยันว่าจีนจะไม่ใช้สกุลเงินของตนเป็นอาวุธในการทำสงครามการค้า

 

ทั้งนี้ เปิดตลาดหุ้นต่างประเทศในวันจันทร์ที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา ปัจจัยที่นักลงทุนติดตามคือ

 

ผลประกอบการของหลายบริษัทใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงโกลด์แมน แซคส์ และเน็ตฟลิกซ์ ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนอย่างใกล้ชิด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ารอบที่สามต่อจีน

 

โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ออกมาขู่ว่า จะเก็บภาษีสินค้าจีนอีกรอบ พร้อมกับเตือนด้วยว่า การที่จีนเข้ามาวุ่นวายกับการเมืองสหรัฐนั้น ถือเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่ากรณีรัสเซียเข้ามาเกี่ยวพันกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2559

 

นายทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ "60 Minutes" ของ CBS ว่า ตนเองไม่ได้ต้องการที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ต้องการให้มีการเจรจาในข้อตกลงที่เป็นธรรมกับเรา ผมต้องการให้เปิดตลาดเหมือนกับที่เราเปิดตลาดของเรา นายทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า การจัดเก็บภาษีอาจจะเกิดขึ้นอีกรอบ หลังจากที่สหรัฐได้เก็บภาษีสินค้านำเข้าของจีนไป 3 รอบแล้วก็ตาม

 

“ผมคิดว่า จีนเข้ามาเกี่ยวพันกับการเมืองด้วย และจีนเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า” แต่อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้ระบุหลักฐานของการเข้ามาเกี่ยวข้องของจีนกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้วของสหรัฐแต่อย่างใด

 

ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบียได้สร้างความกังวลให้กับตลาดเช่นกัน 

 

โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐให้สัมภาษณ์ในรายการ "60 นาที" ทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส เกี่ยวกับกรณีที่นายจามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวชาวซาอุดีอาระเบียหายตัวอย่างลึกลับหลังเข้าไปติดต่อธุระที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา 

 

ผู้นำสหรัฐประกาศว่า สหรัฐจะใช้มาตรการลงโทษสถานหนัก หากผลการสืบสวนพบว่าซาอุดีอาระเบียมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม

 

ด้านซาอุดีอาระเบียลั่นพร้อมตอบโต้สหรัฐด้วยมาตรการที่รุนแรงกว่า พร้อมย้ำเตือนว่า ซาอุฯ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจน้ำมันนั้น มีบทบาทสำคัญและทรงประสิทธิภาพในเศรษฐกิจโลก

 

ทั้งนี้ มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลซาอุฯ อยู่เบื้องหลังการสังหารนายคาช็อคกี ซึ่งได้หายสาบสูญหลังเข้าไปติดต่อขอรับเอกสารเตรียมแต่งงานกับคู่หมั้นชาวตุรกี ในสถานกงสุลซาอุฯ ประจำอิสตันบูลเมื่อวันที่ 2 ต.ค. แต่ไม่เคยมีใครเห็นเขาออกมาจากสถานกงสุลอีกเลย โดยนักข่าวรายนี้มักวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย และเขาได้ลี้ภัยไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศเมื่อปีที่แล้วเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนจับกุม

 

ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยผ่านทางทวิตเตอร์ในวันนี้ว่า เขาจะส่งนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย หลังจากที่นายทรัมป์ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับกษัตริย์ซาอุฯ และพระองค์ทรงปฏิเสธไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายจามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุฯ ที่หายตัวไปตั้งแต่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

 

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6% หลังจากที่ขยับขึ้นเพียง 0.1% เช่นกันในเดือนส.ค.

 

ยอดค้าปลีกที่ซบเซาในเดือนก.ย.เป็นผลมาจากการลดลงอย่างมากของยอดขายที่ร้านอาหารและบาร์ แม้ยอดขายรถยนต์จะดีดตัวขึ้นก็ตาม ทั้งนี้ยอดขายที่ร้านอาหารและบาร์ร่วงลง 1.8% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 หรือในรอบเกือบสองปี ขณะที่ยอดขายรถยนต์เดือนก.ย. พุ่งขึ้น 0.8% หลังจากลดลง 0.5% ในเดือนส.ค.

 

เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 4.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย.

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ปรับตัวขึ้น 2.1 จุด สู่ระดับ 21.1 ในเดือนต.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าดัชนีเดือนต.ค.จะอยู่ที่ 20 จุด จากระดับ 19 ในเดือนก่อนหน้า

 

บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก ขณะที่รายงานระบุด้วยว่า บริษัทต่างๆ ยังคงมีมุมมองที่ค่อนข้างเป็นบวกเกี่ยวกับภาวะธุรกิจในหกเดือนข้างหน้า

 

ทั้งนี้ แม้ยอดขายปลีกลดลง แต่สต๊อกยังเพิ่มขึ้น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

 

การปรับตัวขึ้นของสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจในเดือนส.ค.ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของสต็อกสินค้าภาคค้าส่งและค้าปลีก ที่ 1.0% และ 0.7% ตามลำดับ ซึ่งช่วยชดเชยการปรับตัวลง 0.1% ของสต็อกสินค้าในภาคการผลิต

 

ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงได้ปรับทบทวนสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจในเดือนก.ค. เป็นเพิ่มขึ้น 0.7% จาก 0.6% ในรายงานก่อนหน้านี้

 

ส่วนยอดขายสินค้าในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนส.ค. และจากยอดขายในเดือนส.ค. เจ้าของธุรกิจจะใช้เวลา 1.34 เดือนในการขายสินค้าจนหมดสต็อก ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก.ค.

 

ขณะที่ในฝั่งของจีนนั้น ผู้ว่าแบงก์ชาติจีนเรียกร้องทั่วโลกร่วมมือหาทาง แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อยุติสงครามการค้า

 

นายอี้ กัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) ออกมาเรียกร้องถึงแนวทางที่สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ โดยกล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศกำลังส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

 

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การแสดงความเห็นของผู้ว่าการธนาคารกลางจีนครั้งนี้ มีขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน อาจเจรจากันนอกรอบการประชุม G20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งอาจช่วยยุติการทำสงครามการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ

 

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจีนก็ยังคงอัดสภาพคล่องเขาระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยมาตรการลดสัดส่วนการกันสำรอง (RRR) ขมีผลบังคับใช้แล้วในวันจันทร์ที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้ช่วยอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาด

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ธนาคารกลางจีนได้ปรับลด RRR เงินฝากสกุลเงินหยวน ลง 1% โดยแถลงการณ์ของแบงก์ชาติจีน ระบุว่า สภาพคล่องที่ได้มีการปล่อยเข้าสู่ระบบประมาณ 4.50 แสนล้านหยวนนั้น จะถูกนำไปใช้ชำระเงินกู้ระยะกลางที่ครบกำหนดชำระในวันนี้ ส่วนสภาพคล่องอีก 7.50 แสนล้านหยวน จะถูกอัดฉีดเข้าสู่ตลาด

 

ทั้งนี้ การปรับลด RRR ในขณะที่สภาพคล่องโดยรวมในระบบธนาคารอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงนั้น ถือว่าเพียงพอสำหรับการชดเชยผลกระทบของการชำระและการออกพันธบัตรของรัฐบาล

 

ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นเช่นกัน นายกฯ อาเบะ ยืนยันขึ้นภาษีอุปโภคบริโภค 10% มีผลบังคับใช้เดือนต.ค. 2562

 

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกาศอย่างเป็นทางการในวันนี้เรื่องการปรับขึ้นภาษีอุปโภคบริโภคจาก 8% เป็น 10% โดยมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2562 เพื่อนำมาใช้สนับสนุนด้านการเงินหลังจากที่ญี่ปุ่นได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว

 

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายอาเบะได้สั่งการให้รัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้จัดทำมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านลบของการขึ้นภาษี ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอาเบะได้ชะลอการประกาศเรื่องนี้ออกไปถึง 2 ครั้ง เนื่องจากกังวลว่า จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

 

อย่างไรก็ดี นายอาเบะได้ประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการในการประชุมครม.นัดพิเศษ ซึ่งที่ประชุมได้อนุมัติงบประมาณเสริมวงเงิน 9.40 แสนล้านเยน หรือ 8.4 พันล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณ 2561 ซึ่งจะมีการนำมาใช้ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและเหตุแผ่นดินไหวในปีนี้

 

แต่ฝั่งยุโรปยังไม่มีอะไรคืบหน้า โดยการเจรจา Brexit ระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับผู้แทน EU คว้าน้ำเหลว แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลอังกฤษยังมั่นใจว่า Brexit จะมีคืบหน้า

 

ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษยังมั่นใจว่า การเจรจาเรื่องการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) จะคืบหน้าต่อไปได้ แม้ว่า การเจรจาระหว่างนายโดมินิค แรบ รัฐมนตรีที่ดูแลเรื่อง Brexit กับนายมิเชล บาร์นิเยร์ ตัวแทนเจรจาฝ่าย EU ในประเด็น Brexit เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจะยังไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นที่มีความสำคัญ

 

ขณะที่ยังไม่มีการวางแผนเรื่องการจัดการเจรจาเพิ่มเติมก่อนหน้าที่การประชุมสุดยอดของผู้นำสหภาพยุโรปจะเปิดฉากขึ้นในวันพุธที่จะถึงนี้

 

 

ภาพจากอินเตอร์เน็ต